เวลาเล่นเกมนี้จริง ๆ แล้วเงินไม่ใช่พระเอก ที่ดินก็ไม่ใช่พระเอก แต่ ทริคในการเล่นบอร์ดเกม Monopoly เจรจาดีลแลกที่ให้ได้เปรียบ ต่างหากที่มักเป็นตัวตัดสินว่าใครจะครองกระดานได้ในท้ายเกม หลายคนทอยเต๋าเก่ง ซื้อที่ไว แต่พอถึงช่วงกลาง–ท้ายเกมที่ต้องดีลกลับเงียบ ไม่กล้าพูด หรือพูดแล้วคนอื่นไม่อิน สุดท้ายเลยค่อย ๆ กลายเป็นเหยื่อของคนที่ “คุยเก่ง” มากกว่า

ในยุคที่เราจะไปลุ้นอะไรบนหน้าจอก็ง่าย แค่หยิบมือถือ คลิกไม่กี่ทีจะเข้าแพลตฟอร์มด้านความบันเทิงต่าง ๆ ทั้งเกม กีฬา คาสิโน ผ่านทางเว็บอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เราก็ยังต้องใช้ทักษะคิดเป็นระบบอยู่ดีว่าอะไรคุ้ม อะไรไม่คุ้ม ใน Monopoly ก็เหมือนกัน เพียงแต่เวทีของเราย้ายมาอยู่บนกระดาน มีลูกเต๋า มีธนบัตรกระดาษ และมีเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมวงมาประกอบฉาก
บทความนี้เราจะค่อย ๆ แกะทีละชั้นว่าดีลแบบไหนที่ “เหมือนแฟร์ แต่เราได้เยอะกว่า” ต้องมองมูลค่าที่ดินยังไง เลือกจังหวะคุยเมื่อไหร่ ใส่อารมณ์และคำพูดแบบไหนให้คนอยากแลกกับเราเองโดยสมัครใจ
ทำไม “ดีล” ถึงสำคัญกว่า “ดวง” ใน Monopoly
ลองสังเกตเกมที่คนเล่นเก่ง ๆ หน่อย คุณจะเห็น pattern ซ้ำ ๆ ว่า
- คนที่ชนะบ่อย ไม่ใช่คนที่ทอยได้ที่แพงทุกตา
- แต่คือคนที่รู้จังหวะ “แลกของ” ให้ตัวเองได้เซ็ตครบก่อนคนอื่น
- แม้จะเริ่มเกมแบบดวงไม่ดี แต่ดีลเก่งจนพลิกเกมได้
เพราะอะไร? เพราะในเกมนี้
- การปั้นเซ็ตสีให้ครบ = ตั๋วเข้าสู่โลกค่าเช่าโหด
- แต่โฉนดส่วนมากจะกระจายอยู่ในมือนักเล่นหลายคน
- การจะรวมเซ็ตให้ครบ จึง “เกือบเป็นไปไม่ได้” ถ้าไม่มีการดีล
สรุปง่าย ๆ คือ
ถ้าไม่ยอมดีล คุณแทบไม่มีทางปั้นเซ็ตโหดได้
ถ้าดีลไม่เป็น คุณมักจะเป็นฝ่ายเสียของดีให้คนอื่นไปเฉย ๆ
ดังนั้น ทริคนี้เลยโฟกัสว่า “ทำยังไงให้ดีลที่เกิดขึ้นบนโต๊ะ กลายเป็นดีลที่เรายิ้มกว้างกว่าคนอื่น”
หลักคิดใหญ่ของทริคเจรจาดีลแลกที่ให้ได้เปรียบ
ก่อนลงรายละเอียด ขอวางแกนคิดหลัก ๆ 3 ข้อ
- คิดเป็น “อนาคตของเซ็ต” ไม่ใช่ราคาหน้าโฉนด
- โฉนดบางใบราคาซื้อไม่แพง แต่เป็นชิ้นสุดท้ายของเซ็ตสำคัญ = แพงมากในทางกลยุทธ์
- ขณะที่บางใบราคาซื้อสูง แต่แทบไม่มีโอกาสปั้นเซ็ตครบ = จริง ๆ แล้วมูลค่าเชิงแผนต่ำ
- ดีลต้องดู “ภาพรวมทั้งกระดาน” ไม่ใช่แค่ของในดีล
- ดีลที่เราดูเหมือนเสียที่ + เสียเงิน แต่ทำให้คู่ดีลกลายเป็นเหยื่อของคนอื่นในอีกไม่กี่รอบ ก็ยังคุ้ม
- ดีลที่ทำให้เกิด “ยักษ์ใหญ่ตัวเดียว” บนโต๊ะ อาจเป็นการสร้างบอสให้ตัวเองก็ได้
- ดีลต้องทำให้คู่เจรจารู้สึกว่า “ได้ของจริง”
- ต่อให้ในมุมเราคุ้มมาก แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกถูกหลอก เขาจะไม่อยากดีลกับเราอีก
- เป้าหมายคือทำให้ดีลของเราดูแฟร์ในสายตาเขา แต่ฝ่ายเราได้ “ค่าคาดหวังในอนาคต” มากกว่า
ขั้นแรก: ประเมินมูลค่าที่ดินเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ตัวเลข
ก่อนจะพูดเรื่องดีล เราต้องรู้ก่อนว่า “ไพ่ในมือเราใบไหนน่าใช้แลก ใบไหนควรเก็บตาย”
จัดกลุ่มที่ดินของตัวเองแบบคร่าว ๆ
ลองแบ่งที่ดินออกเป็น 3 กลุ่มในหัว
- กลุ่ม A – โคตรสำคัญต่อแผนเรา
- เป็นส่วนหนึ่งของเซ็ตที่เราตั้งใจจะปั้นเอง
- อยู่ในโซนที่คนในวงมักตกบ่อย (โซนร้อน)
- ถ้าขาย/แลกไป = ทำลายแผนหลักของตัวเอง
- กลุ่ม B – มีค่า แต่ไม่ใช่หัวใจของเรา
- เป็นใบที่อยู่คนละเซ็ตกับที่เราต้องการ
- ยังไม่เห็นโอกาสปั้นเซ็ตนั้นให้ครบด้วยตัวเอง
- มีคนอื่นในโต๊ะสนใจหรือถือใบอื่นในสีเดียวกันอยู่
- กลุ่ม C – ของที่เราไม่ค่อยอยากได้อยู่แล้ว
- อยู่ในโซนที่คนเดินตกไม่บ่อยในวงของเรา
- เซ็ตนั้นมีโอกาสปั้นยากมาก (กระจายอยู่ในมือนักเล่นหลายคน)
- หรือเป็นใบที่ทำหน้าที่แค่ “เพิ่มมูลค่าดีล” ให้ดูอิ่มขึ้น
เวลาเข้าดีล เราจะเน้นเอาของจากกลุ่ม B และ C เป็น “ชิ้นแลก” เพื่อไปดันเป้าหมายของเรา
วางจังหวะดีล: ต้นเกม กลางเกม ท้ายเกม ต้องเจรจาไม่เหมือนกัน
การดีลที่ดีไม่ได้มาจากคำพูดอย่างเดียว แต่มาจาก “จังหวะที่เลือกคุย” ด้วย
ต้นเกม: ดีลเบา ๆ แลกความร่วมมือในอนาคต
ช่วงแรกทุกคนยังไม่รู้ชัดว่าตัวเองจะปั้นสีไหน
- ใช้โอกาสนี้สร้าง “ความรู้สึกดี” กับคนอื่น
- ดีลเล็ก ๆ ที่ดูแฟร์มาก ๆ จะทำให้คนรู้สึกว่าเราเป็นพาร์ตเนอร์ที่โอเค
เช่น
- แลกที่ดินที่เราไม่ได้คิดจะใช้ กับเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาปิดเซ็ตได้ง่ายขึ้น (ถ้าเราเห็นว่าเขาไม่ใช่ภัยหลักในระยะยาว)
- พูดทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวถ้าพี่มีอะไรถูกใจกว่านี้ เดี๋ยวเรียกดีลกันอีก”
คนพวกนี้จะใจอ่อนง่ายขึ้นมากเวลาเราอยากดีลหนัก ๆ ตอนกลาง–ท้ายเกม
กลางเกม: เริ่มดีลจริงจังเพื่อปิดเซ็ต
ช่วงนี้เริ่มเห็นแล้วว่าใครกำลังจะปั้นสีไหน
- นี่คือเวลาที่เราต้องหาโอกาส “ดีลเพื่อปิดเซ็ตตัวเอง” ให้เร็วที่สุด
- ในขณะเดียวกัน ต้องระวังไม่ไปช่วยเพื่อนปั้นเซ็ตโหดแบบไม่จำเป็น
หลักคิดตอนดีลกลางเกม
- ถ้าดีลแล้วทำให้เราปิดเซ็ตทันที → ดีลนั้นอาจยอม “เสียเหนือกว่านิดหน่อย” ได้
- ถ้าดีลแล้วทำให้คู่ดีลกลายเป็นยักษ์ใหญ่เพียงคนเดียว → คิดให้ดีว่าสนามพร้อมรับบอสตัวนี้ไหม
ท้ายเกม: ดีลเพื่อรอด หรือเพื่อปิดเกม
ท้ายเกมบรรยากาศจะต่างออกไป
- คนเริ่มเงินบาง
- มีคนทีใกล้ล้มละลาย
- ทุกดีลกลายเป็นเรื่องชีวิตและความตาย (ในเกม 😆)
ทริคช่วงนี้คือ
- ถ้าเราเป็นคนได้เปรียบ → ใช้ดีลปิดเกม เช่น แลกอะไรเล็กน้อยเพื่อทำให้คนอื่นต้องจ่ายค่าเช่าเราแน่ ๆ ในรอบถัดไป
- ถ้าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ → ดีลเพื่อ “เลื่อนวันตาย” เช่น แลกที่ดินบางใบกับการลดหนี้/ลดค่าเช่า หรือขอเวลาตั้งหลักอีกสักรอบ
ดีลช่วงท้ายเกมบางทีจะไม่สวยหรู แต่หน้าที่ของมันคือช่วยให้เรา
- ไม่ตายก่อนเวลา
- หรือรีดมูลค่าก้อนสุดท้ายออกจากทรัพย์สินที่เหลืออยู่
โครงสูตรดีลคลาสสิก: ให้เขารวย แต่เรา “รวยกว่ายาว ๆ”
มาดูตัวอย่างโครงดีลที่ใช้บ่อยและโหดมากถ้าใช้เป็น
ดีลแบบ 1: แลกให้เขาปิดเซ็ต แต่เราปิดเซ็ตโหดกว่า
สถานการณ์ตัวอย่าง
- เราถือใบ A ในสีที่เพื่อนเกือบปิดเซ็ต เช่น เขามีสองใบแล้ว เหลือเราใบเดียว
- อีกด้าน เราก็ขาดใบ B จากสีที่เราตั้งใจจะปั้นอยู่ โดยใบ B อยู่ในมือเขาเหมือนกัน
โปรไฟล์
- สีของเรา = อยู่ในโซนร้อน ค่าเช่าโหดตอนมีบ้าน 3 หลัง
- สีของเขา = อยู่ในโซนที่ไม่ค่อยมีคนตก หรือค่าเช่ากระโดดไม่แรงเท่า
เราเสนอว่า
“เอางี้แลกกัน คนละเซ็ตเลย เดี๋ยวเติมเงินให้หน่อยให้ดีลแฟร์ ๆ”
บนหน้ากระดาษ
- เขาได้ปิดเซ็ตนึง
- เราได้ปิดอีกเซ็ต + อาจจะให้เงินสดเล็กน้อยเพิ่มไป
แต่ในระยะยาว
- เซ็ตเราทำเงินแรงกว่า
- โอกาสคนตกในย่านเรามากกว่า
- เราจึงได้ “มูลค่าคาดหวัง” สูงกว่าเขามาก แม้หน้าตาดีลจะดูแฟร์
ดีลแบบ 2: แลกกับคนที่ใกล้ตายอยู่แล้ว
ถ้าในวงมีคนหนึ่งเงินใกล้ 0 อยู่แล้ว
- เขาจะเริ่มมองหาอะไรก็ได้เพื่อหายใจต่อ
- ที่ดินในมือเขาจึงเป็นของที่เราสามารถเจรจาได้ง่ายกว่าปกติ
พฤติกรรมที่เราทำได้คือ
- เสนอซื้อ/แลกที่จากเขาในราคากลาง ๆ (อย่าโหดเกินไป เดี๋ยววงจะหมดสนุก)
- ช่วยให้เขารอดอีกนิด แลกกับการที่เราได้ชิ้นสำคัญมาปิดเซ็ต
ในมุมกติกา
- เขาไม่ตายตอนนี้
- เราได้ชิ้นสำคัญมาปั้นย่านหลัก
ถือว่า win–win ทั้งคู่ แถมคนอื่นในวงอาจเริ่มกลัวเรามากขึ้นอีกต่างหาก
ดีลแบบ 3: ใช้ “ของที่เราไม่ได้อยากได้” เป็นไม้ตบราคา
บางทีเรามี
- โฉนดหลายใบที่ไม่ได้อยู่ในแผน
- แต่คนอื่นดันอยากได้ (เพื่อปิดเซ็ตของเขา)
เราเอาของเหล่านี้
- ไปประกบกับเงินสดเล็กน้อย
- แลกกับชิ้นที่เราต้องการจริง ๆ
ผลลัพธ์
- เราเหมือนให้ “ของเยอะ” แต่ในใจเรารู้ว่านั่นคือของที่ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว
- ได้ของที่เป็นหัวใจของแผนกลับมา
นี่คือศิลปะของคำว่า “ดูเหมือนยอมเยอะ แต่จริง ๆ เสียน้อยกว่าได้”
จิตวิทยาการพูดในดีล: ให้เขารู้สึกว่าแฟร์ ทั้งที่เราได้เปรียบ
คำพูดสำคัญมากใน Monopoly เพราะมันคือเกมวงเล็ก ๆ ที่ทุกคนเห็นหน้ากัน แถมยังจำความรู้สึกจากเกมก่อน ๆ ได้ด้วย
อย่าพูดแบบนักตลาดยัดเยียด
ให้เลี่ยงประโยคประมาณ
- “ดีลนี้พี่โคตรคุ้มเลย เชื่อดิ”
- “ให้แบบนี้แล้วไม่เอา ถือว่าพลาดชีวิตนะ”
เพราะจะทำให้เขาระแวงว่า “เดี๋ยวฉันโดนหลอกไหม”
ลองใช้โทน “คิดแทนเขา” แต่อย่าเว่อร์
เช่น
- “ตอนนี้ถ้านายได้ใบนี้ไป นายจะมีเซ็ตครบเลยนะ ค่าเช่าเริ่มแรงละ”
- “ส่วนเราก็ได้เซ็ตอีกแบบนึง ดูแล้วแฟร์อยู่เนอะ ต่างคนต่างได้ของสำคัญ”
หรือโทนขำ ๆ
- “มาแลกความทุกข์กัน เดี๋ยวอีกแป๊บเราก็จะกลัวที่ของนายเหมือนกันแหละ”
ทำให้ดีลดูเหมือนการแลกเปลี่ยนความเสี่ยงและโอกาส ไม่ใช่การเอาเปรียบกันแบบด้าน ๆ
อย่าโชว์ความสะใจออกหน้าจนเกินไป
สำคัญมาก: ต่อให้ในใจคิดว่า
“โอ้โห ดีลนี้เราโคตรคุ้ม”
ก็อย่าเผลอยิ้มร้ายหรือหลุดประโยคแบบ
- “เรียบร้อย…”
- “เกมนี้จบละมั้ง”
เพราะจะทำให้
- คนที่ดีลกับเรารู้สึกแย่
- คนอื่นในวงเริ่มรวมตัวกันรุมเราในดีลต่อ ๆ ไป
จงเล่นให้เก่ง แต่ยังเป็น “เพื่อนร่วมโต๊ะที่น่ารัก” อยู่เสมอ
บริหารภาพรวมทั้งโต๊ะ: ไม่สร้าง “มังกรตัวเดียว” ที่ไม่มีใครคุม
อีกเรื่องที่คนดีลเก่งต้องคิดคือ
- ดีลนี้จะทำให้ “ดุลอำนาจบนโต๊ะ” เปลี่ยนไปยังไง
ระวังการสร้างคู่แข่งที่ไม่มีใครเอาอยู่
ถ้าเราดีลแล้วทำให้
- อีกฝ่ายมีเซ็ตโหด 2–3 เซ็ต
- เงินสดยังหนา
- เราเองก็ไม่ได้แข็งแรงพอจะสู้เขาคนเดียว
ดีลนั้นแม้ตอนนี้เราจะดูเหมือนได้ของสวย ๆ แต่ในระยะยาวอาจกลายเป็นการ “สร้างบอสใหญ่” ที่ทุกคนต้องทนทรมาน
บางครั้ง
- ดีลที่ทำให้หลายคนแข็งแรงใกล้เคียงกัน
- จะดีกว่าดีลที่ทำให้คนเดียวโหดเกินไป
เพราะมันเปิดโอกาสให้เราใช้ดีลอื่น ๆ ในอนาคตมากขึ้น ไม่ใช่โดนคนเดียวคุมกระดาน
เช็กลิสต์ทริคเจรจาดีลแลกที่ให้ได้เปรียบ
ก่อนและระหว่างเกม ลองใช้เช็กลิสต์นี้ช่วยเตือนตัวเอง
ก่อนเริ่มดีล
- แยกที่ดินในมือออกเป็นกลุ่ม A (หัวใจเรา), B (ใช้แลกได้), C (ของแถม)
- รู้หรือยังว่าตัวเองอยากปั้นเซ็ตสีไหนเป็นหลัก
- มองภาพรวมว่าใครกำลังจะปั้นสีไหน ใครมีแนวโน้มจะเป็นตัวเต็ง
ระหว่างดีล
- ดีลนี้ช่วยให้เราเข้าใกล้การปิดเซ็ตของตัวเองไหม
- ดีลนี้ทำให้คู่ดีลกลายเป็นยักษ์ใหญ่เกินควบคุมหรือเปล่า
- เราให้ของที่ “เราต้องการจริง ๆ” มากไปไหม หรือให้ของที่เป็นส่วนเกินในแผนเราเป็นหลัก
โทนการพูด
- ใช้คำอธิบายที่ทำให้เขาเห็นประโยชน์ของตัวเองชัดเจน
- ไม่ใช้คำกดดัน หรือทำให้ดูเหมือนบังคับ
- ไม่เผลอหลุดอาการสะใจจนเกินงามหลังดีลจบ
ใช้ครบไม่ครบไม่เป็นไร แต่แค่เริ่มคิดตามแบบนี้ เกมคุณจะเปลี่ยนทันตา
FAQ: คำถามยอดฮิตเรื่องทริคเจรจาดีลใน Monopoly
ถ้าพูดไม่ค่อยเก่ง ขี้เขิน จะใช้ทริคดีลยังไงดี
ไม่ต้องขายเก่งเหมือนเซลล์ก็ได้ แค่
- พูดตรง ๆ ว่า “เราอยากลองแลกแบบนี้ดู สนใจไหม”
- อธิบายเหตุผลง่าย ๆ เช่น “ถ้านายได้ใบนี้ เซ็ตนายจะครบ ส่วนเราได้ใบนี้จะครบอีกชุดเหมือนกัน”
ยิ่งพูดแบบจริงใจ คนจะยอมรับข้อเสนอเราได้ง่ายกว่าการพูดหว่านล้อมเยอะ ๆ แล้วฟังดูเฟค
ถ้าดีลแล้วรู้สึกว่าตัวเองพลาด จะขอคืนได้ไหม
จริง ๆ ตามมารยาทของเกม ส่วนใหญ่ดีลแล้วคือจบ แต่ในวงเพื่อนที่เล่นเอาสนุก
- ถ้าทุกคนเห็นตรงกันว่าดีลนั้น “เข้าใจผิดกันจริง ๆ” อาจยอมย้อนดีลเฉพาะเกมสบาย ๆ ได้
- แต่ถ้าเริ่มเล่นจริงจัง แนะนำให้ถือกติกาว่า “ดีลแล้วดีลเลย” เพื่อให้ทุกคนระวังและคิดก่อนพูดมากขึ้น
ควรดีลบ่อยแค่ไหน ถึงจะไม่โดนเกลียด
- ดีลเยอะได้ แต่ต้องไม่ “กดดันคนเดียวซ้ำ ๆ จนเกินไป”
- กระจายดีลไปกับหลาย ๆ คน ให้ทุกคนรู้สึกว่าเราไม่ได้จ้องเอาเปรียบใครเป็นพิเศษ
และที่สำคัญคือ ดีลต้องยังคงสนุก ไม่ใช่คำอธิบายกติกายาวเหยียดทุกเทิร์นจนคนอื่นเบื่อ
มีจุดไหนที่ “ไม่ควรดีล” อย่างชัดเจนไหม
มี เช่น
- ดีลที่จะทำให้คนที่นำอยู่ ยิ่งทิ้งห่างแบบสุดโต่ง โดยที่เราไม่ได้ใกล้เคียงเขาเลย
- ดีลที่ทำให้เราต้องขายหัวใจของแผนตัวเอง (ยกทั้งเซ็ตโหดให้เขา) แลกกับอะไรที่ไม่ชัดว่าช่วยเราได้จริง
ถ้าดีลแล้วจบด้วยประโยคในหัวว่า “แล้วฉันเหลืออะไร” แบบนี้ให้ถอยก่อน
ถ้าเล่นกับครอบครัวหรือเด็กเล็ก ควรสอนดีลแค่ไหน
โฟกัสสอนเป็นเรื่อง “การแบ่งผลประโยชน์ที่ทั้งคู่พอใจ” มากกว่าทริคเอาเปรียบ
- ให้เด็กลองเสนอแลกของเอง แล้วถามว่า “ทำไมคิดว่าแฟร์”
- ชวนคิดต่อว่า ถ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามจะรู้สึกโอเคไหม
เป็นการสอนเรื่องการเจรจา ความยุติธรรม และการมองจากมุมคนอื่นไปพร้อมกัน
เชื่อมทริคดีลบนกระดาน กับการตัดสินใจในโลกจริง
ในชีวิตจริง เราดีลกันแทบทุกวันโดยไม่รู้ตัว
- ดีลกับเพื่อนร่วมงาน
- ดีลกับครอบครัวเรื่องเวลา–หน้าที่
- ดีลกับตัวเองเรื่องงาน/เวลาพัก/งานอดิเรก
ทริคเจรจาดีลใน Monopoly สอนเราว่า
- อะไรที่ดูแฟร์บนกระดาษ อาจไม่แฟร์ในความรู้สึก ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกโดนกด
- การมองภาพรวมทั้งโต๊ะสำคัญพอ ๆ กับการมองดีลของตัวเอง
- ดีลที่ดีที่สุดคือดีลที่ “เราได้เปรียบในระยะยาว” แต่ทุกคนยังสนุกกับเกมต่อไปได้
เหมือนเวลาเราเลือกใช้เวลาว่างไปอยู่ในโลกดิจิทัล ลองเล่นเกม ดูสตรีม หรือลุ้นอะไรผ่านแพลตฟอร์มบนเว็บต่าง ๆ ไม่ว่าจะเข้าใช้บริการผ่านระบบที่สะดวกแบบ ยูฟ่าเบท หรือแพลตฟอร์มไหนก็ตาม เราก็ยังต้องดีลกับตัวเองทุกครั้งว่า
- งบวันนี้เท่าไหร่
- เล่นเพื่ออะไร
- ตรงนี้คือความสนุกที่เราพอใจ หรือกำลังหลุดกรอบที่วางไว้
ถ้าคุมดีลกับตัวเองได้ ชีวิตข้างนอกกระดานก็จะบาลานซ์ขึ้นมาก
🤝เจรจาดีลให้ดี คือหัวใจของคนเล่น Monopoly สายวางแผน
ท้ายที่สุดแล้ว ทริคในการเล่นบอร์ดเกม Monopoly เจรจาดีลแลกที่ให้ได้เปรียบ ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนกดคนอื่น แต่มันสอนให้เรา
- คิดเป็นระบบว่าของในมือเรามีค่าแค่ไหนใน “ภาพรวมเกม”
- มองอนาคตของกระดาน ไม่ใช่แค่ดีลตรงหน้า
- ใช้คำพูดและท่าทีแบบที่ทุกคนยังอยากเล่นกับเราในเกมหน้า
เมื่อคุณเริ่มดีลโดยคิดถึงทั้งตัวเอง ทั้งคนตรงหน้า และทั้งบรรยากาศทั้งโต๊ะ คุณจะพบว่าตัวเองไม่ใช่แค่คนที่มีโอกาสชนะบ่อยขึ้น แต่เป็นคนที่ทำให้เกมสนุกขึ้นด้วย
ครั้งหน้าที่คุณเปิดกล่อง Monopoly แล้วเกมเริ่มเข้าสู่ช่วงกลาง ลองถามตัวเองดูว่า “นี่เรากำลังเล่นแบบคนรอให้คนอื่นมาดีลด้วย หรือเราเป็นคนเริ่มวางดีลเอง” ถ้าคุณเริ่มต้นยื่นดีลด้วยรอยยิ้ม มีเหตุผล และไม่ลืมเก็บความได้เปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ฝั่งตัวเองไว้ในดีลนั้น คุณก็ใช้ทริคนี้ได้แล้วเต็มตัว
และเหมือนกับตอนที่เราตัดสินใจเข้า–ออกจากแพลตฟอร์มบันเทิงต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ ผ่านลิงก์ที่คุ้นเคยอย่าง สมัคร UFABET หัวใจสำคัญก็ยังเหมือนเดิม คือ “อย่าให้จังหวะ เกม หรืออารมณ์ มาดีลเรา” แต่เราต่างหากที่ต้องเป็นคนดีลและกำหนดกรอบให้ตัวเอง ทั้งบนกระดาน และในชีวิตจริง 💚🎲